กุญแจของความสำเร็จอยู่ที่การสร้างภาวะผู้นำ
ณรงค์ แผ้วพลสง
รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต ๑
เจตนารมณ์หนึ่งของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต ๑ คือ ความพยายามที่จะสร้างและเพิ่มความเข้มแข็งให้กับสถานศึกษาทุกโรงในสังกัด โดยมีความเชื่อพื้นฐานว่า “สถานศึกษาเป็นกลไกหลักของความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งสอดรับกับนโยบายของ กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน และสำนักงานได้ดำเนินการตามบทบาทอำนาจหน้าที่อย่างต่อเนื่องในระยะ ๓ – ๔ ปีทีผ่านมา
ผลการดำเนินงานและภาพความสำเร็จที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder) รวมทั้งสังคมประเทศอยากเห็นคือ ความสำเร็จของการปฏิบัติงาน (outcomes) ซึ่งต้องบรรลุวัตถุประสงค์ของการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ คือให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้และมีคุณลักษณะตามมาตรฐานการศึกษาชาติ หรือมาตรฐานอื่นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบัญญัติไว้ แต่จากผลการทดสอบระดับชาติ ที่ปรากฏต่อสาธารณชนในปัจจุบันพบว่า ผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับที่ไม่น่าพึงพอใจ เมื่อเทียบกับมาตรฐาน ทั้งๆ ที่สำนักงานเขตพื้นที่และสถานศึกษา ได้ผนึกกำลังและทุ่มเทการปฏิบัติมาตลอด ก็ควรเป็นตัวชี้วัดสะท้อนกลับ (Feed back) ให้ทั้งสำนักงานเขตพื้นที่และสถานศึกษาได้ทบทวน (Review) การดำเนินงานเพื่อพัฒนาปรับปรุง ให้เกิดประสิทธิภาพต่อไป
หัวใจของการปฏิรูปการศึกษาคือการปฏิรูปการเรียนรู้ เป็นสาระหลักและสาระสำคัญ ตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ถึงแม้ว่า การปฏิรูปด้านอื่นจะประสบผลสำเร็จน่าพึงพอใจ หากการปฏิรูปการเรียนรู้ ยังอยู่ในวิกฤติก็คงไม่อาจสรุปได้ว่า พวกเราจัดการศึกษาประสบความสำเร็จ
ในยุคที่ กระทรวงศึกษาธิการกำลังขับเคลื่อน โครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับการกระจายอำนาจ กระแสแห่งการเปลี่ยนผ่าน เพื่อถ่ายโยงไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้นั้น ต้องอาศัยผู้บริหารหรือผู้นำที่กล้าที่จะส่งกุญแจไปไขประตูสู่ความสำเร็จ ทั้งนี้หนทางที่จะนำไปปฏิบัติมีหลายแนวทาง ขึ้นอยู่กับผู้นำไปใช้จะสามารถประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเองได้มากน้อยเพียงใด ขอเสนอบางประเด็นที่อาจนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำ จะช่วยส่งเสริมให้การบริหารจัดการสถานศึกษา มีความก้าวหน้าบรรลุเป้าหมาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้สำเร็จยิ่งขึ้นดังนี้
๑. ยุทธศาสตร์เครือข่ายการพัฒนาทรัพยากรบุคคล
การพัฒนาองค์การให้เกิดความก้าวหน้า บุคลากรในองค์การมีความกระตือรือร้น ผู้บริหารจำเป็นต้องมีความสามารถในการสร้างเครือข่ายการทำงานและใช้สนับสนุน การสร้างเครือข่ายเป็นกลยุทธ์สำคัญของนักบริหารมืออาชีพ และสามารถใช้เป็นอิทธิพลในการปฏิบัติการ การสร้างเครือข่ายที่ดีจำเป็นต้องเริ่มจากปัจจัยที่สำคัญดังต่อไปนี้
๑.๑ การรับรู้มุมมองร่วมกัน ต้องมีความรู้สึกนึกคิดและการรับรู้ร่วมกัน เข้าใจในปัญหา และมีสำนึกในการแก้ปัญหาร่วมกัน
๑.๒ การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เป็นการมองเห็นภาพของจุดมุ่งหมายในอนาคตร่วมกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม การรับรู้เข้าใจถึงทิศทางเดียวกัน และมีเป้าหมายที่จะไปด้วยกัน
๑.๓ การมีผลประโยชน์และความสนใจร่วมกัน สมาชิกทุกคนต้องมีความต้องการซึ่งต้องตั้งอยู่บนฐานของผลประโยชน์ที่มีอยู่ร่วมกัน ซึ่งผลประโยชน์อาจจะเป็นเงิน เกียรติยศ ชื่อเสียง ความพึงพอใจ และความสุข
๑.๔ การมีส่วนร่วมของสมาชิกในเครือข่ายอย่างกว้างขวาง นับเป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาความเข้มแข็งของเครือข่าย ทำให้เกิดการร่วมรับรู้ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมลงมือกระทำอย่างจริงจัง
๑.๕ การสร้างเสริมซึ่งกันและกัน จะทำให้เกิดการดำเนินงานต่อเนื่อง สามารถช่วยเหลือแก้ไขจุดบกพร่อง หรือจุดอ่อนของกันและกันได้
๑.๖ การพึ่งพา เนื่องจากธรรมชาติมีความจำกัดในด้านทรัพยากร ความรู้ เงินทุน กำลังคน สมาชิกจึงจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลให้สมาชิกต่างจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
๑.๗ การปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน สมาชิกในเครือข่ายต้องทำกิจกรรมร่วมกัน มีการติดต่อสื่อสารกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน หรือมีกิจกรรมประชุมสัมมนาร่วมกัน จะสร้างความเข้มแข็งให้องค์การยิ่งขึ้น
๒. การพัฒนาภาวะผู้นำและทีมภาวะผู้นำ
ผู้บริหารยุคใหม่ไม่เพียงแต่จะแสดงพฤติกรรมภาวะผู้นำแบบมุ่งคน มุ่งงาน และ มุ่งการกระจายอำนาจเท่านั้น หากต้องปรับเปลี่ยนบทบาทและใช้ภาวะผู้นำแบบใหม่มาผสมผสานในการบริหารองค์การให้บรรลุเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้นและต่อเนื่อง ดังนี้
๒.๑ เป็นผู้ออกแบบ โดยจะต้องออกแบบแนวทางการจัดองค์การให้เหมาะสม
๒.๒ เป็นผู้ให้บริการ โดยจะทำหน้าที่สอนการทำงานให้บุคลากรในหน่วยงาน
๒.๓ เป็นครู โดยจะต้องสอนและให้ความรู้แก่บุคลกรในองค์การ
๒.๔ เป็นผู้สอน โดยจะทำหน้าที่การสอนการทำงานในหน้าที่
๒.๕ เป็นผู้ฝึก โดยจะทำหน้าที่คอยชี้จุดอ่อน จุดแข็งและแนะนำเทคนิคในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ
๒.๖ เป็นพี่เลี้ยง โดยจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำ คอยดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ หน่วยงานหรือองค์การสมัยใหม่มักจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไปตามกระแส ของเทคโนโลยี การติดต่อสื่อสาร และเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ดังนั้นการทำงานแต่เพียงผู้เดียวจึงไม่สามารถจะบรรลุความสำเร็จได้ ผู้บริหารส่วนใหญ่ที่จะประสบความสำเร็จต้องมีกลุ่มทีมและภาวะผู้นำ ซึ่งจะทำหน้าที่ประสานดูแลช่วยเหลือในการทำงานได้อย่างกว้างขวาง และกระบวนการสร้างทีมภาวะผู้นำนั้น จะต้องประกอบด้วยการสร้างทีม (Team building) ชนิดของทีม (Types of Leadership) และสมาชิกทีม (Team Members) แต่อย่างไรก็ดีกลุ่มทีมภาวะผู้นำจะประสบความสำเร็จได้นั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องสร้างลักษณะพื้นฐานทั่วไปที่เหมือนกัน ดังนี้
มีการกำหนดและร่วมกันแสดงวิสัยทัศน์อย่างชัดเจน
มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์พร้อมทั้งกระตุ้น พัฒนาให้เกิดผลสัมฤทธิ์
มีโครงสร้างของทีมงานที่แสดงให้เห็นความสำเร็จ
สมาชิกในทีมงานมีอำนาจ
มีมาตรฐานเฉพาะพิเศษการทำงาน
ผู้นำจะต้องแสดงหลักการและแสดงคุณลักษณะของผู้นำอย่างชัดเจน
มีข้อกำหนดในการปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
๓. การพัฒนาบุคลากรตามแนวคิดขององค์การ เอื้อการเรียนรู้
สภาพสังคมสมัยใหม่เป็นสังคมฐานความรู้ (Knowledge – based Society) การนำฐานความคิดขององค์การเอื้อการเรียนรู้ มาประยุกต์ใช้พัฒนาบุคลากรทั้งในระดับบุคคล (Individual) ระดับกลุ่ม (Group) และระดับองค์การ (Organization) อย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning) ตามแนวทางนี้ จะเป็นการสร้างฐานความรู้ขององค์การ และเป็นการสะสมทุนปัญญา เพราะบุคลากรจะมีทั้งความสามารถและสมรรถนะแบบมืออาชีพ ภายใต้พื้นฐานวินัย ๕ ประการตามแนวคิดของ Peter M. Senge (๑๙๙๐ อ้างใน Hughes, ๑๙๙๙) คือ
๑. ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ ควบคู่ด้วยศักยภาพ (Personal Mastery) ระบบบุคคลต้องมีความมุ่งมั่นไปสู่ความเป็นเลิศในทุกๆ ระดับ เก่งในการเรียนรู้ เก่งคิด และเก่งทำ ภายใต้โลกของเศรษฐกิจยุคใหม่ มีความกระตือรือร้น ใฝ่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อเพิ่มศักยภาพตนเองไปสู่เป้าหมายขององค์การ
๒. รับรู้ภาพลักษณ์โลกโดยรอบตัวอย่างถูกต้อง (Mental Models) การสร้างความเข้าใจภายในองค์การอยู่เสมอ จะช่วยให้บุคลากรค่อยๆ ปรับรูปแบบวิธีการคิดและมุมมองต่างๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อทุกคน สร้างวินัยให้เกิดการยอมรับในเหตุผล และยอมรับในความเปลี่ยนแปลง เปิดโลกทัศน์ต่อระบบและวิธีการใหม่ๆ แล้วบุคลากรในองค์การจะสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น อันเป็นจะผลต่อการเกิดการพัฒนาการทั้งในระดับปัจเจก บุคคลและกลุ่ม
๓. มองวิสัยทัศน์ร่วม (Building Shared Vision) ซึ่งเป็นสำคัญต่อการบริหารงานยุคใหม่ เป็นการสร้างทัศนะขอความร่วมมือกันอย่างยึดมั่นเพื่อพัฒนาภาพในอนาคต ตระหนักถึงความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์การ มีการยอมรับและผูกพันต่อจุดหมาย และพัฒนา
วิสัยทัศน์ของตนให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์การ
๔. การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (Team Learning) เป็นการทำงานเป็นทีมโดยทุกคนต้องมีวิจารณญาณร่วมกันอยู่ตลอดเวลาว่า กำลังทำอะไร และจะทำให้ดีขึ้นอย่างไร มีการสร้างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม ที่มีการกระจายงานจากระดับบนสู่ระดับล่าง โดยเฉพาะทีมงานให้มากที่สุด ส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ทั้งจากความคิดที่แตกต่างและเหมือนกัน มีการรวมศักยภาพของหลายๆ คน ในองค์กรเดียวกัน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นจนจบกระบวนการทำงาน
๕. คิดอย่างเป็นระบบครบวงจร (System Thinking) โดยบุคลากรทุกคนในองค์การ เอื้อการเรียนรู้จะต้องตระหนัก และยอมรับแนวคิดเชิงระบบ ไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมย่อยๆ อย่างใด ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบใหญ่โดยรวม การดำเนินการใดๆ ต้องมองเห็นเป็นระบบหรือภาพรวมไว้เสมอ มีการวิเคราะห์ด้วยเหตุผล พัฒนาเหตุการณ์ต่างๆ พร้อมทั้งมีการเปรียบเทียบ และตัดสินใจตลอดจนลงมือปฏิบัติอย่างเป็นระบบ
การปฏิรูปการศึกษาของไทย จะบรรลุความสำเร็จสมตามเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ได้นั้นย่อมขึ้นกับภาวะผู้นำของผู้บริหารทุกระดับ ที่จะต้องอาศัยองค์ความรู้ ทั้งด้านศาสตร์และศิลป์ ในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจและรู้จักพัฒนาตนเองให้มีสายตากว้างไกล ดุจเหยี่ยว มีหัวใจเหมือนราชสีห์ และมีพฤติกรรมการทำงานเยี่ยงหนอน อีกทั้งต้องรู้จักปรับเปลี่ยนนำ ความรู้ทางการบริหารแนวใหม่ในด้านยุทธศาสตร์เครือข่ายการพัฒนาภาวะผู้นำและทีมภาวะผู้นำ แนวคิด เกี่ยวกับองค์การเอื้อการเรียนรู้มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ มีการเสริมสร้างพลังจูงใจ ให้อำนาจแก่ผู้ปฏิบัติงาน มีอิสระในการตัดสินใจโดยปราศจากการควบคุมอย่างใกล้ชิด ให้ผู้ปฏิบัติงาน รู้สึกเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการคิดให้เกิดความสำเร็จในการปฏิบัติงาน รวมถึงการติดต่อสื่อสารซึ่งต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันกันให้ทั่วถึงในทุกๆ ระดับขององค์การ ปัจจัยที่กล่าวมานี้ล้วน เป็นกุญแจทองสำคัญ ของความสำเร็จอยู่ที่การสร้างภาวะผู้นำทั้งสิ้น ที่จะส่งผลให้หน่วยงานหรือองค์การมีการเติบโตยั่งยืนสืบไป
ณรงค์ แผ้วพลสง
รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต ๑
เจตนารมณ์หนึ่งของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต ๑ คือ ความพยายามที่จะสร้างและเพิ่มความเข้มแข็งให้กับสถานศึกษาทุกโรงในสังกัด โดยมีความเชื่อพื้นฐานว่า “สถานศึกษาเป็นกลไกหลักของความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งสอดรับกับนโยบายของ กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน และสำนักงานได้ดำเนินการตามบทบาทอำนาจหน้าที่อย่างต่อเนื่องในระยะ ๓ – ๔ ปีทีผ่านมา
ผลการดำเนินงานและภาพความสำเร็จที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder) รวมทั้งสังคมประเทศอยากเห็นคือ ความสำเร็จของการปฏิบัติงาน (outcomes) ซึ่งต้องบรรลุวัตถุประสงค์ของการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ คือให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้และมีคุณลักษณะตามมาตรฐานการศึกษาชาติ หรือมาตรฐานอื่นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบัญญัติไว้ แต่จากผลการทดสอบระดับชาติ ที่ปรากฏต่อสาธารณชนในปัจจุบันพบว่า ผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับที่ไม่น่าพึงพอใจ เมื่อเทียบกับมาตรฐาน ทั้งๆ ที่สำนักงานเขตพื้นที่และสถานศึกษา ได้ผนึกกำลังและทุ่มเทการปฏิบัติมาตลอด ก็ควรเป็นตัวชี้วัดสะท้อนกลับ (Feed back) ให้ทั้งสำนักงานเขตพื้นที่และสถานศึกษาได้ทบทวน (Review) การดำเนินงานเพื่อพัฒนาปรับปรุง ให้เกิดประสิทธิภาพต่อไป
หัวใจของการปฏิรูปการศึกษาคือการปฏิรูปการเรียนรู้ เป็นสาระหลักและสาระสำคัญ ตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ถึงแม้ว่า การปฏิรูปด้านอื่นจะประสบผลสำเร็จน่าพึงพอใจ หากการปฏิรูปการเรียนรู้ ยังอยู่ในวิกฤติก็คงไม่อาจสรุปได้ว่า พวกเราจัดการศึกษาประสบความสำเร็จ
ในยุคที่ กระทรวงศึกษาธิการกำลังขับเคลื่อน โครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับการกระจายอำนาจ กระแสแห่งการเปลี่ยนผ่าน เพื่อถ่ายโยงไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้นั้น ต้องอาศัยผู้บริหารหรือผู้นำที่กล้าที่จะส่งกุญแจไปไขประตูสู่ความสำเร็จ ทั้งนี้หนทางที่จะนำไปปฏิบัติมีหลายแนวทาง ขึ้นอยู่กับผู้นำไปใช้จะสามารถประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเองได้มากน้อยเพียงใด ขอเสนอบางประเด็นที่อาจนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำ จะช่วยส่งเสริมให้การบริหารจัดการสถานศึกษา มีความก้าวหน้าบรรลุเป้าหมาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้สำเร็จยิ่งขึ้นดังนี้
๑. ยุทธศาสตร์เครือข่ายการพัฒนาทรัพยากรบุคคล
การพัฒนาองค์การให้เกิดความก้าวหน้า บุคลากรในองค์การมีความกระตือรือร้น ผู้บริหารจำเป็นต้องมีความสามารถในการสร้างเครือข่ายการทำงานและใช้สนับสนุน การสร้างเครือข่ายเป็นกลยุทธ์สำคัญของนักบริหารมืออาชีพ และสามารถใช้เป็นอิทธิพลในการปฏิบัติการ การสร้างเครือข่ายที่ดีจำเป็นต้องเริ่มจากปัจจัยที่สำคัญดังต่อไปนี้
๑.๑ การรับรู้มุมมองร่วมกัน ต้องมีความรู้สึกนึกคิดและการรับรู้ร่วมกัน เข้าใจในปัญหา และมีสำนึกในการแก้ปัญหาร่วมกัน
๑.๒ การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เป็นการมองเห็นภาพของจุดมุ่งหมายในอนาคตร่วมกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม การรับรู้เข้าใจถึงทิศทางเดียวกัน และมีเป้าหมายที่จะไปด้วยกัน
๑.๓ การมีผลประโยชน์และความสนใจร่วมกัน สมาชิกทุกคนต้องมีความต้องการซึ่งต้องตั้งอยู่บนฐานของผลประโยชน์ที่มีอยู่ร่วมกัน ซึ่งผลประโยชน์อาจจะเป็นเงิน เกียรติยศ ชื่อเสียง ความพึงพอใจ และความสุข
๑.๔ การมีส่วนร่วมของสมาชิกในเครือข่ายอย่างกว้างขวาง นับเป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาความเข้มแข็งของเครือข่าย ทำให้เกิดการร่วมรับรู้ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมลงมือกระทำอย่างจริงจัง
๑.๕ การสร้างเสริมซึ่งกันและกัน จะทำให้เกิดการดำเนินงานต่อเนื่อง สามารถช่วยเหลือแก้ไขจุดบกพร่อง หรือจุดอ่อนของกันและกันได้
๑.๖ การพึ่งพา เนื่องจากธรรมชาติมีความจำกัดในด้านทรัพยากร ความรู้ เงินทุน กำลังคน สมาชิกจึงจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลให้สมาชิกต่างจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
๑.๗ การปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน สมาชิกในเครือข่ายต้องทำกิจกรรมร่วมกัน มีการติดต่อสื่อสารกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน หรือมีกิจกรรมประชุมสัมมนาร่วมกัน จะสร้างความเข้มแข็งให้องค์การยิ่งขึ้น
๒. การพัฒนาภาวะผู้นำและทีมภาวะผู้นำ
ผู้บริหารยุคใหม่ไม่เพียงแต่จะแสดงพฤติกรรมภาวะผู้นำแบบมุ่งคน มุ่งงาน และ มุ่งการกระจายอำนาจเท่านั้น หากต้องปรับเปลี่ยนบทบาทและใช้ภาวะผู้นำแบบใหม่มาผสมผสานในการบริหารองค์การให้บรรลุเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้นและต่อเนื่อง ดังนี้
๒.๑ เป็นผู้ออกแบบ โดยจะต้องออกแบบแนวทางการจัดองค์การให้เหมาะสม
๒.๒ เป็นผู้ให้บริการ โดยจะทำหน้าที่สอนการทำงานให้บุคลากรในหน่วยงาน
๒.๓ เป็นครู โดยจะต้องสอนและให้ความรู้แก่บุคลกรในองค์การ
๒.๔ เป็นผู้สอน โดยจะทำหน้าที่การสอนการทำงานในหน้าที่
๒.๕ เป็นผู้ฝึก โดยจะทำหน้าที่คอยชี้จุดอ่อน จุดแข็งและแนะนำเทคนิคในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ
๒.๖ เป็นพี่เลี้ยง โดยจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำ คอยดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ หน่วยงานหรือองค์การสมัยใหม่มักจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไปตามกระแส ของเทคโนโลยี การติดต่อสื่อสาร และเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ดังนั้นการทำงานแต่เพียงผู้เดียวจึงไม่สามารถจะบรรลุความสำเร็จได้ ผู้บริหารส่วนใหญ่ที่จะประสบความสำเร็จต้องมีกลุ่มทีมและภาวะผู้นำ ซึ่งจะทำหน้าที่ประสานดูแลช่วยเหลือในการทำงานได้อย่างกว้างขวาง และกระบวนการสร้างทีมภาวะผู้นำนั้น จะต้องประกอบด้วยการสร้างทีม (Team building) ชนิดของทีม (Types of Leadership) และสมาชิกทีม (Team Members) แต่อย่างไรก็ดีกลุ่มทีมภาวะผู้นำจะประสบความสำเร็จได้นั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องสร้างลักษณะพื้นฐานทั่วไปที่เหมือนกัน ดังนี้
มีการกำหนดและร่วมกันแสดงวิสัยทัศน์อย่างชัดเจน
มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์พร้อมทั้งกระตุ้น พัฒนาให้เกิดผลสัมฤทธิ์
มีโครงสร้างของทีมงานที่แสดงให้เห็นความสำเร็จ
สมาชิกในทีมงานมีอำนาจ
มีมาตรฐานเฉพาะพิเศษการทำงาน
ผู้นำจะต้องแสดงหลักการและแสดงคุณลักษณะของผู้นำอย่างชัดเจน
มีข้อกำหนดในการปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
๓. การพัฒนาบุคลากรตามแนวคิดขององค์การ เอื้อการเรียนรู้
สภาพสังคมสมัยใหม่เป็นสังคมฐานความรู้ (Knowledge – based Society) การนำฐานความคิดขององค์การเอื้อการเรียนรู้ มาประยุกต์ใช้พัฒนาบุคลากรทั้งในระดับบุคคล (Individual) ระดับกลุ่ม (Group) และระดับองค์การ (Organization) อย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning) ตามแนวทางนี้ จะเป็นการสร้างฐานความรู้ขององค์การ และเป็นการสะสมทุนปัญญา เพราะบุคลากรจะมีทั้งความสามารถและสมรรถนะแบบมืออาชีพ ภายใต้พื้นฐานวินัย ๕ ประการตามแนวคิดของ Peter M. Senge (๑๙๙๐ อ้างใน Hughes, ๑๙๙๙) คือ
๑. ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ ควบคู่ด้วยศักยภาพ (Personal Mastery) ระบบบุคคลต้องมีความมุ่งมั่นไปสู่ความเป็นเลิศในทุกๆ ระดับ เก่งในการเรียนรู้ เก่งคิด และเก่งทำ ภายใต้โลกของเศรษฐกิจยุคใหม่ มีความกระตือรือร้น ใฝ่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อเพิ่มศักยภาพตนเองไปสู่เป้าหมายขององค์การ
๒. รับรู้ภาพลักษณ์โลกโดยรอบตัวอย่างถูกต้อง (Mental Models) การสร้างความเข้าใจภายในองค์การอยู่เสมอ จะช่วยให้บุคลากรค่อยๆ ปรับรูปแบบวิธีการคิดและมุมมองต่างๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อทุกคน สร้างวินัยให้เกิดการยอมรับในเหตุผล และยอมรับในความเปลี่ยนแปลง เปิดโลกทัศน์ต่อระบบและวิธีการใหม่ๆ แล้วบุคลากรในองค์การจะสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น อันเป็นจะผลต่อการเกิดการพัฒนาการทั้งในระดับปัจเจก บุคคลและกลุ่ม
๓. มองวิสัยทัศน์ร่วม (Building Shared Vision) ซึ่งเป็นสำคัญต่อการบริหารงานยุคใหม่ เป็นการสร้างทัศนะขอความร่วมมือกันอย่างยึดมั่นเพื่อพัฒนาภาพในอนาคต ตระหนักถึงความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์การ มีการยอมรับและผูกพันต่อจุดหมาย และพัฒนา
วิสัยทัศน์ของตนให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์การ
๔. การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (Team Learning) เป็นการทำงานเป็นทีมโดยทุกคนต้องมีวิจารณญาณร่วมกันอยู่ตลอดเวลาว่า กำลังทำอะไร และจะทำให้ดีขึ้นอย่างไร มีการสร้างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม ที่มีการกระจายงานจากระดับบนสู่ระดับล่าง โดยเฉพาะทีมงานให้มากที่สุด ส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ทั้งจากความคิดที่แตกต่างและเหมือนกัน มีการรวมศักยภาพของหลายๆ คน ในองค์กรเดียวกัน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นจนจบกระบวนการทำงาน
๕. คิดอย่างเป็นระบบครบวงจร (System Thinking) โดยบุคลากรทุกคนในองค์การ เอื้อการเรียนรู้จะต้องตระหนัก และยอมรับแนวคิดเชิงระบบ ไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมย่อยๆ อย่างใด ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบใหญ่โดยรวม การดำเนินการใดๆ ต้องมองเห็นเป็นระบบหรือภาพรวมไว้เสมอ มีการวิเคราะห์ด้วยเหตุผล พัฒนาเหตุการณ์ต่างๆ พร้อมทั้งมีการเปรียบเทียบ และตัดสินใจตลอดจนลงมือปฏิบัติอย่างเป็นระบบ
การปฏิรูปการศึกษาของไทย จะบรรลุความสำเร็จสมตามเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ได้นั้นย่อมขึ้นกับภาวะผู้นำของผู้บริหารทุกระดับ ที่จะต้องอาศัยองค์ความรู้ ทั้งด้านศาสตร์และศิลป์ ในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจและรู้จักพัฒนาตนเองให้มีสายตากว้างไกล ดุจเหยี่ยว มีหัวใจเหมือนราชสีห์ และมีพฤติกรรมการทำงานเยี่ยงหนอน อีกทั้งต้องรู้จักปรับเปลี่ยนนำ ความรู้ทางการบริหารแนวใหม่ในด้านยุทธศาสตร์เครือข่ายการพัฒนาภาวะผู้นำและทีมภาวะผู้นำ แนวคิด เกี่ยวกับองค์การเอื้อการเรียนรู้มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ มีการเสริมสร้างพลังจูงใจ ให้อำนาจแก่ผู้ปฏิบัติงาน มีอิสระในการตัดสินใจโดยปราศจากการควบคุมอย่างใกล้ชิด ให้ผู้ปฏิบัติงาน รู้สึกเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการคิดให้เกิดความสำเร็จในการปฏิบัติงาน รวมถึงการติดต่อสื่อสารซึ่งต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันกันให้ทั่วถึงในทุกๆ ระดับขององค์การ ปัจจัยที่กล่าวมานี้ล้วน เป็นกุญแจทองสำคัญ ของความสำเร็จอยู่ที่การสร้างภาวะผู้นำทั้งสิ้น ที่จะส่งผลให้หน่วยงานหรือองค์การมีการเติบโตยั่งยืนสืบไป

ดีครับ ผมกลุ่ม403 นะคัรบ ว่างๆมาเม้นให้ผมด้วยนะครับ ขอบคุณล่วงหน้านะคับ
ตอบลบบทความน่าสนใจดีนะ เป็นประโยชน์มาก ว่างๆมาเม้นให้บ้างนะ
ตอบลบwanida406.blogspot.com
บทความเป็นประโยชน์...แต่ไม่ชอบเป็นผู้นำ
ตอบลบผู้นำจะต้องมีคุณภาพนะจะ
ตอบลบบินลาเดนมาเยือน
ตอบลบแม้หน้ายังงี้มีสาระกะเขาด้วย
ตอบลบ.......พี่อ้วน......อุ้ยพี่เอก
แล้วพี่เอกไขกุญแจได้ยัง
ตอบลบ